FT' ♥ muKmiK kittirungruang  (180 views)

What is FT' ♥ muKmiK doing now?

:-)
More than 1 month ago  ·  Comment »

Age

14

Location

Thailand

Birthday

April 15

Looking To

Just look around
 
Advertisement

Info

http://mukmikfatmakmak.hi5.com - Send it to your friends

Age

14

Birthday

April 15

Location

Thailand

Looking To

Just look around

Languages

English, Thai
 

About Me

http://mukmikfatmakmak.hi5.com เรา รักทุกคน 55555555+


TOP FRIEND


FT’ ♥ ภู FT’ ♥ น้ำ FT’ ♥ กรรณ FT’ ♥ ฝ้าย FT’ ♥ แม๊กกี้ FT’ ♥ วิว FT’ ♥ หวาย FT’ ♥ จ๋า FT’ ♥ โบว์ FT’ ♥ จูเนียร์ FT’ ♥ มุกมิก FT’ ♥ ฟิวส์ FT’ ♥ แครอท FT’ ♥ มายด์ FT’ ♥ แปลน FT’ ♥ เชอร์รี่ FT’ ♥ อั้ม FT’ ♥ อะตอม

Interests




รักทุกคนค่ะ




มะมาย {ว่าที่ภริยา 'นัททิว'} มุกมิก จูเนียร์ o_o' ฟิวส์ {เต่าน้อย} แครอท {แสงจากดวงอาทิตย์ ^^} อะตอม {เนื้อตุ๋น +}


 

Favorite Movies

มายกับนัททิวเล่นด้วยกันอ่ะ ชอบ
 

Favorite TV Shows

ไม่รู้สินะ 55
 

Favorite Books

ทุกเล่ม
 

Favorite Quote

เรียนเก่งอะ
 

hi5 Games

Play hi5 Games

FT' ♥ muKmiK hasn't played any games recently.

Applications

Browse Applications

BuddyPoke!
BuddyPoke your friends with super cool, personalized 3D avatars!

 

hi5 Gifts

Give a Gift    Get hi5 Coins    View all

FT' ♥ muKmiK has no unwrapped gifts.
 

Comments   |   View All Entries   |   Send a Blast Card

Leave a comment for FT' ♥ muKmiK

Dec 13, 2009 1:19 AM
 
มุกมิก !
เม้นเค้ามั่งเซ่ :)

5555555+
 
Nov 15, 2009 3:11 AM
 
โรคที่เค้าหาไม่อ่ะมี


โรค

1.โรคที่เกิดจากโครเมียน
2.โรคนิวโมโคนิโอซีส

เค้าหายังไงก็ไม่เจอ


ขอโทษนะที่ต้องเอาให้มุกมิกปรินอ่ะ


เค้าเครื่องปรินเสียจริงๆๆ


ขอบใจจร้า


^^
 
Nov 15, 2009 3:08 AM
 
โรคที่14นะ

v
v
v
 
Nov 15, 2009 3:07 AM
 
สิ่งทอ (พิษฝุ่นร้าย/โรคบิสซิโนซิส) ปัญหาอาชีวอนามัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งได้แก่ ปัญหาการสัมผัสกับฝุ่นของเส้นใยสิ่งทอจากพืช 3 ชนิดหลักๆ คือ ฝ้าย ป่าน และปอ ของผู้ที่ทำงานในโรงงานดังกล่าว ตลอดจนผู้ที่อยู่อาศัยในย่านใกล้ๆ โรงงานอุตสาหกรรมประเภทนี้ ก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะโรงงานในย่านสมุทรปราการ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และเขตกรุงเทพมหานคร
ฝุ่นฝ้ายในโรงงานปั่นด้าย ทอผ้า จะฟุ้งกระจายได้มากในขั้นตอนการผสม การสางใย การปั่นด้าย การกรอ และการทอผ้า สำหรับการตัดเย็บ หรืองานประเภทการ์เมนต์ จะมีฝุ่นฝ้ายฟุ้งกระจายได้มากในงานตัดเย็บที่มีฝ้ายเป็นส่วนประกอบ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้ายีนส์ และในงานที่ตัดเย็บด้วยจักรอุตสาหกรรม และผู้ทำงาน หรืออาศัยใกล้เคียงก็จะหายใจเอาฝุ่นฝ้ายนั้นเข้าสู่หลอดลม และปอดได้
โรคพิษฝุ่นฝ้ายนี้มีผู้ป่วยในประเทศไทยจำนวนมาก และผู้ทำงานกับฝุ่นฝ้ายมานานเสียชีวิตด้วยอาการทางเดินหายใจแล้ว
โรคบิสสิโนซิสในประเทศไทย
โรคปอดอักเสบจากฝุ่นฝ้าย หรือบิสสิโนซิส มีรายงานครั้งแรกในปี พ.ศ. 2530 พในคนงานทอผ้าเขตจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ป่วยนอนราบไม่ได้ มีอาการเหนื่อย เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และคลีนิคไม่ต่ำกว่า 35 แห่ง ในระยะ 5 ปี จากการสอบสวนโรคพบว่าผู้ป่วยบิสสิโนซิสในโรงงานดังกล่าวกว่าร้อยละ 20
ในปี 2532 มีรายงานผู้ป่วยบิสสิโนซิส ในโรงงานทอผ้าอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด สมุทรปราการอีกเช่นกันในแผนกปั่น เท่ากับร้อยละ 15.4 ซึ่งพบโดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หอบเหนื่อย และไอบ่อยๆ นอกจากนั้นยังมีรายงานการเกิดโรคบิสสิโนซิสในคนงานทอกระสอบ และผู้ทำสัมผัสกับปออื่นๆ ด้วย
สาเหตุ
โรคบิสสิโนซิส เกิดจากการที่เราหายใจเอาฝุ่น ป่าน และปอ ซึ่งมีการปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคต่างๆ ได้แก่ เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย ฝุ่นดังกล่าวเป็นฝุ่นเส้นใยจากธรรมชาติ ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายมีการหลั่งสารอิสตามีน ทำให้หลอดหายใจแคบลงได้ จึงทำให้แน่นหน้าอก และไอได้
อาการ
1.สำหรับการอาการของโรคบิสซีโนซิส มีได้ทั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง
2.ในผู้ทำงานผู้ทำงานสิ่งทอประเภทฝ้าย จะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก ไอบางครั้ง ในวันแรกที่กลับเข้ามาทำงานหลังจากที่ได้หยุดพัก และมีสมรรถภาพของปอดลดลงมากเมื่อวัดหลังเข้าทำงานเปรียบเทียบกับที่วัดก่อนเข้าทำงาน
3.ในกลุ่มที่ป่วยเรื้อรัง จะมีอาการเรื้อรัง และมีอาการไอ แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก มีเสมหะ หรือมีการติดเชื้อเพิ่มซ้ำ
4.ผู้ป่วยบางรายได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหอบหืดได้
5.ในผู้ที่ป่วยรุนแรงจะมีเล็บนูนปุ้ม รอบปากสีเขียวคล้ำ และเสียชีวิตได้
อาการอื่นที่พบได้
1.หายใจมีเสียง “หวี๊ดๆ” ได้ยินเสียง
2.หอบเหนื่อย
3.นอนราบไม่ได้
4.แน่นหน้าอกทุกวัน (ถ้าเป็นมาก)
5.ไอ อาจไม่มีเสมหะในระยะแรก และต่อมามีเสมหะ
6.หายใจสั้น
7.อาการแบบโรคหลอดลมอักเสบ
สมรรถภาพปอด
นอกจากอาการของโรคดังกล่าว ยังตรวจพบความผิดปกติของสมรรถภาพการทำงานของปอดร่วมด้วย โดยเป็นความผิดปกติแบบท่อทางเดินหายใจอุดตัน สำหรับภาพรังสีทรวงอกจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่สู้ชัดเจนนัก
การรักษา
1..ยาต้านฮิสตามีน และวิตามินซี ช่วยรักษาภาวะหลอดลมหดเกร็ง
2.พิจารณาให้ยายาขยายหลอดลม เช่น salbutamol, isoprenaline, orciprenaline
3.ในผู้ป่วยรุนแรงนั้นใช้การรักษ เช่นเดียวกับโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคถุงลมโป่งพอง
4.ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ต้องให้การรักษาภาวะติดเชื้อด้วย ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มผู้ป่วยนี้
5.ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแล้ว ถ้าไม่ได้รับการป้องกันมิให้สัมผัสกับฝุ่นฝ้าย ป่าน และปอ อีก เช่นต้องกลับเข้าไปทำงานในสิ่งแวดล้อมการทำงานเช่นเดิม ผู้ป่วยก็จะกลับมาเป็นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า และความรุนแรงของโรคก็มักจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ รวมถึงมีภาวะแทรกซ้อนติดตามมามาก
แนวทางการป้องกันโรค
1.ถ้าท่านมีหน้าที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสิ่งทอ หากเป็นผู้ประกอบการ หรือเป็นลูกจ้างในโรงงานเหล่านี้ ท่านต้องช่วยกันหาทางลดปริมาณฝุ่นฝ้าย ลดการแพร่กระจาย ด้วยมีแผนการผลิต การทำงานที่ดี และมีระบบกำจัดพร้อมบำบัดที่ดีด้วย
2.ในกรณีที่ต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ควรใช้หน้ากากที่มีการรับรองแล้ว และไม่นำฝุ่นฝ้ายที่ติดตามเสื้อผ้า และร่างกายกลับไปแพร่กระจายที่บ้าน จะทำให้ผู้อาศัยอื่นต้องป่วยได้โดยเฉพาะเด็ก
3.ควรเปลี่ยนชุดปฏิบัติงานในที่ทำงาน
4.ในกรณีที่ครอบครัว และญาติสายตรงไม่มีประวัติการป่วยด้วยโรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้มาในรุ่นก่อน หรือรุ่นปัจจุบัน แล้วมีอาการป่วยจนได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้ ควรสงสัยว่าตนเองอาจป่วยด้วยโรคพิษฝุ่นฝ้ายถ้าได้รับฝุ่นฝ้ายอยู่ และควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย
การป้องกันโรคบิสสิโนซิสในโรงงาน
1.การกำจัดฝุ่นฝ้ายในขบวนการผสม สารใยปั่น โดยการใช้ระบบการจำกัดแบบเฉพาะที่
2.จัดอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นฝ้ายที่ได้รับการรับรองแล้วให้กับผู้ทำงานที่สัมผัสฝุ่นอย่างเพียงพอ
3.จัดให้มีชุดปฏิบัติงาน และสถานที่เปลี่ยนชุดปฏิบัติงาน ก่อน และหลังปฏิบัติงานจัดให้มีการอบรมให้ความรู้เรื่องโรคบิสสิโนซิส และการป้องกันให้แก่ผู้ทำงาน และปฏิบัติการประจำการ
4.การจัดให้มีการตรวจสุขภาพ และการตรวจที่เกี่ยวกับการสัมผัสฝุ่นฝ้าย และฝุ่นฝ้ายเดียวกัน ได้แก่ การตรวจหน้าที่การทำงานของปอดทั้งการตรวจก่อนเข้าทำงาน และการตรวจเป็นระยะ ตลอดจนการเฝ้าดูการเกิดโรคบิสสิโนซิส อย่างใกล้ชิด โดยผ่านระบบการเฝ้าระวังโรคทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดโรคในกลุ่มคนทำงานจำนวนมากได้ และสามารถให้การดูแล และรักษาผู้ป่วยได้ตั้งแต่ระยะแรก
การป้องกันโรคบิสสิโนซิสด้วยตนเอง
1.ปฏิบัติตนตามแนวทางป้องกันโรคบิสสิโนซิสของโรงงาน
2.ไม่นำชุดปฏิบัติการที่ปนเปื้อนด้วยฝุ่นฝ้ายหรือฝุ่นกลุ่มเดียวกันไปปนเปื้นสิ่งแวดล้อมที่บ้าน
3.ถ้ามีอาการสงสัย ให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
 
Nov 15, 2009 3:02 AM
 
12.โรคแอสเบสโตชีส


แอสเบสตอสหรือใยหินเป็นวัตถุดิบที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ หลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมผลิตผ้าเบรกรถยนต์ อุตสาหกรรมผลิตกระเบื้องและปูนซีเมนต์ ในกรรมวิธีการผลิตจะมีฝุ่นละอองของแอสเบสตอสปนเปื้อนในอากาศ ฝุ่นละองมีขนาดเล็กมาก ประมาณ 0.5 – 10 ไมครอน จึงมีโอกาสเข้าสู่ปอดได้ง่ายด้วยการหายใจ นอกจากนี้วัสดุที่มีแอสเบสตอสเป็นส่วนประกอบ เมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็จะทำให้เกิดฝุ่นละอองแอสเบสตอสได้เช่นกัน เช่น อาคารบ้านเรือนที่ทำด้วยปูนซีเมนต์และมีอายุประมาณ 30 – 40 ปี ก็จะมีฝุ่นละอองแอสเบสตอสหลุดออกมาได้ง่าย ส่วนการใช้รถยนต์ที่ต้องเบรกอยู่บ่อย ๆ เช่น ในเมืองที่มีการจราจรติดขัดหรือจราจรหนาแน่น (ดังเช่น กรุงเทพมหานคร) ผู้ขับขี่รถยนต์จะต้องเบรกรถยนต์บ่อยครั้ง ทำให้ฝุ่นละอองแอสเบสตอสจากผ้าเบรกหลุดออกมาปนเปื้อนในอากาศได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ที่อาศัยบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่นหรือผู้ปฏิบัติงานในที่มีการจราจรหนาแน่น (เช่น ตำรวจจราจร) มีโอกาสได้รับฝุ่นละอองแอสเบสตอสเข้าปอดเป็นจำนวนมาก
ในแต่ละวันและถ้าเป็นเช่นนี้นาน ๆ ก็จะทำให้เกิดมะเร็งเยื่อหุ้มปอดหรือมะเร็งปอดจากแอสเบสตอสขึ้นมาและเรียกโรคนี้ว่าโรคแอสเบสโตซิส (asbestosis)
โรคแอสเบสโตซิสทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศพัฒนาซึ่งมีการใช้แอสเบสตอสเป็นวัตถุดิบในการผลิตต่าง ๆ จากรายงานในวารสารการแพทย์ของอังกฤษกล่าวว่าในอีก 25 ปีข้างหน้าจะมีประชากรในประเทศพัฒนาเสียชีวิตจากโรคแอสเบสโตซิสประมาณ 100,000 คน เนื่องจากบุคคลเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมก่อสร้าง (เช่น โรงงานทำกระเบื้อง โรงงานปูนซีเมนต์) รวมทั้งแม่บ้านที่ซักเสื้อผ้าให้แก่ผู้ที่ทำงานในกิจการที่มีแอสเบสตอสเป็นส่วนประกอบ ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีสถิติผู้ป่วยโรคแอสเบสโตซิสอย่างชัดเจน เนื่องจากแพทย์ทั่วไปจะวินิจฉัยผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดด้วยการฉายเอกซเรย์ธรรมดาซึ่งเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก จึงไม่สามารถจำแนกการเกิดโรคแอสเบสตอสได้ แต่ถ้าหากใช้การฉายเอกซเรย์ด้วยการทำทีซี สแกน ซึ่งเป็นการฉายเอกซเรย์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์จะสามารถวินิจฉัยได้แน่นอนกว่า แต่มีค่าใช้จ่ายสูงประมาณ 5,000 – 6,000 บาท ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากมีฐานะยากจนจึงไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบด้วยการทำทีซีสแกน
ตามปกติแล้ว การเกิดโรคแอสเบสโตซิสจะไม่เกิดแบบเฉียบพลัน แต่จะเป็นการเกิดโรคแบบสะสมเนื่องจากการได้รับฝุ่นละอองแอสเบสตอสต่อเนื่องเป็นเวลานานประมาณ 5 – 10 ปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและปริมาณของแอสเบสตอสที่เข้าสู่ปอด สำหรับอาการในระยะแรกจะมีน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วและมีอาการไอเรื้อรัง อาการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นได้หลายโรคจึงอาจทำให้แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ แต่ทางการแพทย์ได้ให้คำแนะนำว่าผู้ที่มีอาการดังกล่าวควรจะตรวจวินิจฉัยด้วยการฉายเอกซเรย์ปอดในทุก ๆ 6 เดือน ถ้าหากพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดก็ควรตรวจวินิจฉัยด้วยการฉายเอกซเรย์แบบทีซี สแกน เพื่อจะได้ทราบว่าเป็นโรคแอสเบสโตซิสหรือไม่ ถ้าหากพบว่าเป็นโรคนี้ก็จะได้รับการรักษาและให้คำแนะนำที่ถูกต้องต่อไป
ผู้ป่วยที่เป็นโรคแอสเบสโตซิสจะไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ แต่ผู้ป่วยจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ได้รับฝุ่นละอองแอสเบสตอสเข้าสู่ปอดเพื่อป้องกันมิให้อาการของโรครุนแรงขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องทำงานในที่มีฝุ่นละอองแอสเบสตอส เช่น คนงานที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้แอสเบสตอสเป็นวัตถุดิบในการผลิตหรือตำรวจจราจรก็ควรได้สวมหน้ากากที่มีไส้กรองหรือหน้ากากที่เป็นกระดาษอัดเพื่อป้องกันฝุ่นละอองแอสเบสตอส ส่วนหน้ากากที่ผลิตจากผ้าธรรมดาจะไม่สามารถป้องกันฝุ่นละอองแอสเบสตอสได้เนื่องจากมีขนาดเล็กมาก นอกจากนี้ควรต้องมีการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีเพื่อจะได้ทราบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นก็จะได้รับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที
 
Nov 15, 2009 2:57 AM
 
โรคแอนแทรกซ์
โรคแอนแทรกซ์ ซึ่งกำลังถูกใช้ในการทำสงครามชีวภาพ ความจริงโรคนี้ไม่น่ากลัวนัก รักษาก็ไม่ยาก และบ้านเราเองก็มีมานานแล้ว แต่มีประปรายไม่มาก มาทำความรู้จักกันเลยนะครับ
สาเหตุ
โรคแอนแทรกซ์ ( อ่านว่า แอนแถรก ) ได้รับการพิสูจน์ โดย โรเบิต คุก ในปี พ.ศ. 2420 ว่ามีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย แบซิลลัส แอนทราซิส ( Bacillus anthracis ) ซึ่งมีรูปร่างลักษณะเป็นแท่ง เชื้อสามารถสร้างสปอร์ในอาหารเหลว สปอร์ มีลักษณะเป็นช่องกลมๆใส อยู่ภายในเซลล์ สปอร์สามารถอยู่ในดินได้นาน 20-25 ปี ในที่แห้งมีความทนทานต่อความร้อน 140 C ได้นาน 1-3 ชั่วโมง แต่ถ้ามีความชื้นด้วย เช่นนำไปต้ม จะทนความร้อน 100 C ซึ่งเท่ากับความร้อนที่น้ำเดือด ได้นานเพียง 5-30นาทีเท่านั้นครับ เชื้อนี้พบได้ตามพื้นดิน ไม่เคลื่อนไหว ชอบอยู่ติดกันเป็นโซ่ยาวๆ การระบาดมักจะติดเชื้อในสัตว์ และรุนแรงจนทำให้สัตว์ถึงแก่ความตายได้มาก แต่ก็สามารถติดต่อในคนได้
การติดต่อ
การติดต่อในคนที่พบบ่อยเป็นการติดเชื้อทางผิวหนัง ทางเดินอาหาร และที่ปอด เชื้อแอนแทรกซ์์ พบได้ทั่วโลกทั้งเอมริกา ยุโรป อาฟริกา ตะวันออกกลางและเอเซีย
โรคแอนแทรกซ์ เป็นในสัตว์ได้เกือบทุกชนิด แต่มักพบในสัตว์เลือดอุ่นเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วัว ควาย ม้า ลา ฬ่อ แพะ แกะ สัตว์กินเนื้อและนกบางชนิดก็พบได้ โรคจะติดต่อมาสู่คนได้เมื่อสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรค ซึ่งจะมีเชื้อโรคในทุกส่วนของสัตว์ ทั้ง ขน เนื้อ เลือดกระดูก ในคนจึงรับเชื้อ 3 ทางคือ การติดเชื้อผิวหนังที่เป็นแผล ทางระบบการหายใจ และระบบทางเดินอาหาร การติดเชื้อผิวหนังที่เป็นแผลเกิดจากไปสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่เป็นโรค ทางระบบหายใจพบได้น้อยในประเทศไทย มักจะพบในอุตสาหกรรม ขนสัตว์ หนังสัตว์ ซึ่งเชื้อในหนังและขน และกระจายไปในอากาศ เมื่อหายใจเข้าไปก็ติดเชื้อในปอดได้ ในส่วนนี้ เป็นการติดเชื้อที่กลัวกันมากว่าจะนำมาใช้ในสงคราม ส่วนการติดเชี้อในอาหารมักจากการทานเนื่อสัตว์ที่เป็นโรคโดยไม่ทำให้สุกก่อน
อาการ
อาการทางคลินิก
1. แอนแทรกซ์ที่ผิวหนัง เท่าที่มีในประเทศไทย มักจะได้ประวัติว่าไปแล่เนื้อวัวควายที่ตายเองโดยไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากควายไม่ได้บอกอะไรเอาไว้ ต่อมาประมาณ 2-3 วันจะมีตุ่มแดงขึ้นตรงที่สัมผัส เช่นมือหรือนิ้วมือ ตุ่มจะคันแต่ไม่เจ็บ และในเวลา 12-48 ชั่วโมงต่อมา จะพองเป็นตุ่มน้ำใส และกลายเป็นตุ่มหนอง ตรงกลางจะแตกและแผลจะลึกกลมเหมือนเบ้าขนมครกมีขอบนูนชัด แผลจะกลายเป็นสีน้ำตาล ต่อมาจะกลายเป็นสีดำเหมือนถูกบุหรี่จี้ขอบแข็ง การที่แผลเป็นสีดำเหมือนถ่านหิน จึงได้ชื่อว่าแอนแทรกซ์ ซึ่งรากศัพท์ แปลว่าถ่านหินนั่นเองครับ ทั้งหมดจะเกิดประมาณวันที่ 5 หลังจากมีตุ่มแดง แผลอาจพบได้ที่นิ้ว บริเวณ ตา คอ แขน ขา ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ปวดหัว และอ่อนเพลีย ในรายที่รุนแรง การอักเสบจะลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง และเข้าสู่กระแสเลือด เกิดภาวะ ติดเชื้อในเลือด ช็อกและเสียชีวิตได้
2. แอนแทรกซ์ ที่ระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หายใจขัด กระสับกระส่าย เจ็บคอ เจ็บหน้าอก ลิ้นบวม หอบ เขียว ไอเป็นเลือด เกิดความดันโลหิตต่ำ ช็อค ถึงแก่กรรม การติดเชื้อทางหายใจจะรุนแรงและการดำเนินโรคจะเร็วกว่าแบบอื่น ดังนั้นต้องรีบรักษา จุดเด่นคืออาการเร็ว เจ็บหน้าอก ไอ เป็นเลือด
3. แอนแทรกซ์ ที่ระบบอาหาร มักจะมีประวัติกินแกงเนื้อ ยำเนื้อ และมาด้วยอาการปวดท้องฉับพลัน ท้องร่วงอย่างรุนแรง คล้ายกับอหิวาต์ อุจจาระอาจเป็นเลือดสดๆจำนวนมาก ทำให้มีอาการซีด ไข้สูง อาเจียน อ่อนเพลีย ถ้าอาการหนักมาก ก็อาจช็อค ถึงแก่กรรมได้
อาการแทรกซ้อนและการรักษา
อาการแทรกซ้อนอื่น อาจพบติดเชื้อในกระแสเลือด จะมีไข้สูง ช็อค อาจติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง จะมีอาการทางสมอง คือ ปวดหัว สับสน กระวนกระวาย เอะอะอาละวาด จนกระทั่งซึมหมดสติ
การวินิจฉัย โรคไม่ยากคือ ได้จากประวัติ สัมผัสสัตว์หรือได้รับจดหมายมีผงแป้งของจริงจากบิล ลาเดน หรือ ผู้ก่อการร้าย ตรวจร่างกายพบอาการดังกล่าว และตรวจพบเชื้อจากเสมหะ ผิวหนัง หรือเพาะเชื้อจากเลือด
สำหรับ การรักษา โชคดีที่รักษาไม่ยาก ยาที่ใช้ได้มีหลายตัวด้วยกันได้แก่ เพนนิซิลิน สเตรพโตมัยซิน เตตร้าไซคลิน อีรีย์โทรมัยซิน คลอแรมเฟนนิคอล ถ้าเป็นเพนนิซิลลิน ส่วนมากมักต้องให้ยาในรูปการฉีดเข้าเส้นเลือด เพราะรักษาไม่ยากจึงไม่น่ากลัว และลักษณะเชื้อชนิดแกรมบวก ก็มักจะไม่ดื้อยามาก แต่ก่อนที่ตายกัน เพราะยังไม่มีการพบยาทีรักษา แต่ตอนนี้มียาดีหลายอย่างมากมายครับ
การป้องกัน
การป้องกัน กระทำได้โดย ให้สุขศึกษาแก่ประชาชน ไม่ทานเนื้อสุกๆดิบ เช่น น้ำตก ลาบ การต้มเดือดประมาณ ครึ่งชั่วโมงจะทำลายสปอร์ได้หมด ถ้าสัตว์ตายโดยไม่ทราบสาเหตุต้องแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจ ถ้าเปิดซองจดหมายพบแป้งให้แจ้งกระทรวงสาธารณสุข ถ้ารู้ปั๊บรักษาปุ๊บ ปลอดภัยแน่นอนครับ การฉีดวัคซีน อาจฉีดได้ในสัตว์ ส่วนในคนไม่แพร่หลายมักให้แก่ บุคคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับสัตว์ หรือในอนาคต อาจเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ ในรายทีสัมผัสโรคไปแล้ว ควรเฝ้าสังเกตุอาการประมาณ 7 วัน เพราะระยะฟักตัวของโรคไม่เกิน 7 วัน ถ้าพ้นนี้ไป สบายใจได้ ถ้าระหว่างนี้ป่วยก็รักษาทันครับ
สรุป
แอนแทรกซ์จึงเป็นโรคที่น่ารู้ แต่ไม่น่ากลัวสำหรับบ้านเรา และที่สำคัญที่สุด คือเราไม่เป็นศัตรูกับใคร ก็คงไม่มีใครมาแกล้งเรา หวังว่าคงจะได้รับความรู้กันเต็มที่นะครับ
 
Nov 15, 2009 2:55 AM
 
“คาร์บอนไดซัลไฟด์” ชื่อนี้คนที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมผลิตเส้นใยเรยอน แผ่นพลาสติกเชโลเฟน ผลิตภัณฑ์ยางพารา จะมีโอกาสสัมผัสคาร์บอนไดซัลไฟด์เป็น นอกจากนั้นเนื่องจากคุณสมบัติในการละลายไขมันได้ดี จึงมีการนำไปใช้ในการสกัดน้ำมัน ใช้ในการชุบโลหะ เป็นตัวล้างสนิมออกจากโลหะ ในภาคการเกษตรเคยมีการใช้เพื่อรมเมล็ดธัญพืชเพื่อกำจัดแมลง ซึ่งเข้าใจว่าอาจจะเลิกใช้ไปแล้ว


ลักษณะของคาร์บอนไดซัลไฟด์ เป็นของเหลวกลิ่นหอมคล้ายคลอโรฟอร์ม ไอของมันหนักกว่าอากาศ 2 เท่า ดังนั้นในที่อากาศนิ่ง ๆ คาร์บอนไดซัลไฟด์จะลอยต่ำเรี่ย ๆ พื้น ทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่คนจะสูดไอเข้าไป ไอระเหยของมันเมื่อพบกับอากาศจะให้ไอผสมที่ระเบิดได้ และลุกติดไฟได้อย่างรวดเร็ว จึงมีอันตรายมากเมื่อถูกความร้อน เปลวไฟ หรือประกายไฟ ความร้อนของหลอดไฟฟ้าที่เปิดอยู่ก็ทำให้ไอของมันลุกติดไฟได้ และสลายเป็นควันของซัลเฟอร์ออกไซด์ ซึ่งเป็นอันตรายยิ่งขึ้น


ข้อควรระวังอย่างยิ่งคืออย่าเก็บคาร์บอนไดซัลไฟด์ไว้ใกล้กรดไนตริก เพราะก๊าซที่ผสมกับไนตริกออกไซด์ จะระเบิดอย่างรุนแรง ขนาดขวดแก้วแตกละเอียดเลยทีเดียว


ไม่ว่าจะสูดดม เข้าไป หรือซึมเข้าไปทางผิวหนัง หรือกลืนกิน ผลต่อสุขภาพที่ถูกกระทบคือระบบประสาท จะเกิดอาการตื่นเต้น มึนเมาตามด้วยอาการง่วงซึม กระสับกระส่าย ระบบหายใจล้มเหลว อาจถึงตายได้ แต่ถ้าเป็นการสัมผัสแบบระยะยาวทีละน้อย อาการพิษเรื้อรัง จะเริ่มด้วยอาการเจ็บหน้าอก ปวดกล้ามเนื้อ สายตาเริ่มมัว ความจำเสื่อม บุคลิกเปลี่ยนไปคล้ายคนเป็นโรคจิต ที่เคยกล้า ๆ อาจจะกลายเป็นคนขี้อายไปก็ได้ สารนี้ระคายผิวและตาอย่างรุนแรง


คาร์บอนไดซัลไฟด์เป็นสารอันตราย จึงเป็นสารที่ถูกควบคุม และในประกาศกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อม ได้กำหนดค่าความเข้มข้นของสารเคมีในบรรยากาศ ตลอดระยะเวลาในการทำงานโดยเฉลี่ยห้ามเกิน 20 ส่วนในล้านส่วน ที่ใดมีการใช้สารเคมีตัวนี้ ควรดูแลความปลอดภัยของคนงานให้ดี อย่าให้มีไอระเหยในบรรยากาศของห้องทำงานเกินกำหนด...
 
Nov 15, 2009 2:51 AM
 
การเข้าสู่ร่างกาย
ปรอทสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง เช่นเดียวกับสารพิษชนิดอื่นๆ คือ
1.ทางปาก โดยสูดเอาผง หรือไอปรอทเข้าสู่ปอด เนื่องจากปรอทสามารถระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย
2.ทางปาก โดยการรับประทานเข้าไป มักเกิดจากอุบัติเหตุปะปนกับอาหารหรือน้ำดื่ม
3.ทางผิวหนัง โดยการดูดซึม ไอระเหยหรือฝุ่นละอองของปรอททำให้ผิวหนังระคายเคืองเกิดโรคผิวหนังได้
พิษของปรอท
ปรอทจะทำอันตรายต่อร่างกายมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และปัจจัยดังนี้
1.ทางที่พิษเข้าสู่ร่างกาย เช่น ทางผิวหนัง ทางระบบหายใจ หรือทางระบบย่อยอาหาร
2.ปริมาณที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย
3.ชนิดของสารปรอทที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายและอวัยวะส่วนใดของร่างกายที่ได้รับพิษของปรอทในรูปเมทธิลหรืออัลคิล เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีพิษมากที่สุด
อาการพิษเกิดจากปรอท
การเกิดพิษจากสารปรอทมีทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง พิษชนิดเฉียบพลันมักเกิดจากอุบัติเหตุโดยการกลืนกินสารปรอทเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งปริมาณปกติที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายและทำให้คนตายได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 0.02 กรัม อาการที่เกิดจากการกลืนกินปรอท คือ
-อาเจียน ปากพอง แดงไหม้ อักเสบและเนื้อเยื่ออาจหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ
-เลือดออก ปวดท้องอย่างแรง เนื่องจากปรอทกัดระบบทางเดินอาหาร
-มีอาการท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระเป็นเลือด
-เป็นลม สลบเนื่องจากร่างกายเสียเลือดมาก
-เมื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต ปรอทจะไปทำลายไต ทำให้ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด
-ตายในที่สุด
พิษชนิดเรื้อรัง
ปรอทเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปทำอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง และไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของแขน ขา การพูด และยังทำให้ระบบประสาทรับความรู้สึกเสียไป เช่น การได้ยิน การมองเห็น ซึ่งอันตรายเหล่านี้ เมื่อเป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้กลับดีดังเดิมได้ อาการที่เป็นพิษมากเกิดจากการหายใจ ปอดอักเสบ มีอาการเจ็บหน้าอก มีไข้ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออกและตายได้
การป้องกันอันตรายจากปรอท
-ใช้สารอื่นที่เป็นพิษน้อยกว่าแทนสารปรอท เช่น ใช้สารแอมโมเนียของเงินแทนสารประกอบของปรอทในการทำกระจกเงา
-ในกรณีที่มีการรั่วของปรอทให้นำภาชนะที่มีน้ำมารองรับเพื่อป้องกันการระเหยของปรอท
-สวมเสื้อคลุมและถุงมือ เมื่อต้องจับหรือสัมผัสปรอท
-จัดให้มีการระบายอากาศในบริเวณที่ต้องใช้ปรอทเพื่อดูดเอาไอของปรอทที่กระจายอยู่ในบรรยากาศออกไปและทำการกักเก็บมิให้ฟุ้งกระจายไปยังที่อื่น เพื่อให้อากาศในบริเวณพื้นที่ใช้งานบริสุทธิ์ หรือควรมีการกำจัดปรอทอินทรีย์จากโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง
-ตรวจสอบหาปริมาณของปรอทในบรรยากาศบริเวณใช้งานให้อยู่ในมาตรฐานที่ควบคุมอยู่เสมอ
-สารปรอทและสารประกอบของปรอทควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทเพื่อป้องกันการระเหยของปรอท
ตัวอย่างเหตุการณ์พิษจากปรอท เช่น โรคมินามาตะ ในปี ค.ศ.1959 เป็นภาวะมลพิษที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งชื่อ โรคมินามาตะ มาจากชื่อของหมู่บ้านเล็กๆบนเกาะทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นชาวประมง แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตปุ๋ยเคมี และสารเคมีชื่อว่า บริษัทนิปปอนชิมโสะ คนในหมู่บ้านส่วนหนึ่งทำงานอยู่ในโรงงานนี้ ต่อมาเกิดโรคประหลาดขึ้นกับคนในหมู่บ้านแห่งนี้จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เมื่อมีผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการเดิน เซ ไม่สามารถยืนได้ด้วยด้วยเอง ชาตามแขนขา หูตึง มองเห็นภาพแคบลง พูดไม่ชัด มือสั่น กลืนอาหารลำบาก บางครั้งจะแสดงอาการคลุ้มคลั่ง และมักจะส่งเสียงดังตะโกนคล้ายคนบ้าตลอดเวลา มีอาการนอนไม่หลับ ชักบ่อยๆ แขนขาบิดเบี้ยวคล้ายคนพิการ เพราะกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายทำงานไม่ประสานกัน อาการทุกอย่างจะรุนแรงขึ้นและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งแพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคอะไร และจากการสังเกตเห็นความผิดปกติของสัตว์บริเวณนั้น คือ ปลาว่ายน้ำแบบนอนหงายท้องขึ้นและว่ายน้ำช้าลงจนามารถจับได้ด้วยมือเปล่า นกทะเลว่ายน้ำจะบินดิ่งหัวตกทะเล แมวซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านก็มีอาการเซ น้ำลายไหล ชัก และตายในเวลาต่อมาจึงเรียกอาการดังกล่าวว่า "โรคแมวเต้น" ดังนั้นจึงสันนิษฐานกันว่าโรคนี้น่าจะเกิดจากสารเคมี ที่สะสมอยู่ในสัตว์ทะเล และเมื่อคนรับประทานอาหารทะเลเข้าไป ก็จะส่งผลกับร่างกาย หลังจากได้มีการทดลองกับสัตว์และคน ผลที่ได้สามารถสรุปได้ตามที่สันนิษฐานไว้ ในเวลาต่อมาได้มีการนำดินจากบริเวณที่ทิ้งน้ำเสียของโรงงานมาตรวจ พบว่ามีสารปรอทอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งตรงกับการตรวจพบสารปรอทในอวัยวะส่วนต่างๆ ของผู้ป่วยที่ตายจึงสามารถสรุปได้ว่า โรคมินามาตะ เกิดจากผู้ป่วยได้รับสารปรอทอินทรีย์ที่เกิดจากโรงงานปล่อยน้ำเสียที่มีสารปรอทปนเปื้อนดังที่กล่าวมา โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากสารปรอทได้เข้าทำลายระบบประสาท และสมอง นอกจากนี้ยังมีผลต่อทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา กล่าวคือ มารดาที่รับประทานอาหารทะเลที่ปนเปื้อนสารปรอทเข้าไปแล้ว สารปรอทจะผ่านไปทางรกเข้าสู่สมองเด็ก ทำให้เด็กที่เกิดมามีอาการพิการทางสมองตั้งแต่เกิด เด็กจะมีอาการปัญญาอ่อน
รัฐบาลญี่ปุ่นได้นำประสบการณ์ที่ขมขื่นจาดโรคมินามาตะ มาเป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ทั้งนี้ความสูญเสียอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้น เพราะการพัฒนาประเทศได้มั่งเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทำให้ไม่เพียงสูญเสียชีวิตมนุษย์แต่ยังทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย
 
Oct 5, 2009 4:41 AM
 
เม้นไห้แล้วนะคัฟ ^^ เม้นกลับด้วยนะคัฟ ฝันดี คัฟ
 
Sep 5, 2009 8:05 AM
 
โอ้ววววว..
นานๆจะเล่นนะ มุกมิกเนี่ย
55555555+
=]
 
Aug 31, 2009 6:24 AM
 
ดีจ้า สาวน้อยแปกใจงมัยเรานามสกุลเหมืออนกัน เราเป็นไรกันป่าวน้อ งง
ยินดีรู้จักนะ
 
Aug 30, 2009 4:16 AM
 
หวาดดี มุกมิก
5555.
 
Aug 23, 2009 1:27 AM
 
ดั้ยมั้ยจ๊ะ หนังสืออ่ะ

5555+


ลูน่า & ออดิชั่น


อย่าลืมๆๆ
 
 
Aug 11, 2009 7:06 PM
MM says:
 
ฮังการี

สัญลักษณ์ประเทศ
http://pics.manager.co.th/Images/552000006549403.JPEG
สะพานเชน - (Chain Bridge) หรือสะพานโซ่ เป็นอีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของบูดาเปสท์ สะพานเชนแห่งนี้เป็นสะพานถาวรแห่งแรกที่ทอดตัวข้ามแม่น้ำดานูบ สร้างโดยวิศวกรชาวอังกฤษชื่อ William Tierney Clark เหล็กทุกชิ้นล้วนนำมาจากอังกฤษ เป็นสะพานที่มีความสวยงามอย่างมาก มีรูปปั้นแกะสลักสิงห์โตที่สะพาน ยิ่งยามค่ำคืนสะพานจะสว่างไสวไปด้วยไฟราวที่ถูกประดับประดาไว้ยิ่งสร้างความ งามตาให้กับสะพานอย่างยิ่งยวด

ลักษณะภูมิประเทศ - “สาธารณรัฐฮังการี” (Republic of Hungary) เป็นประเทศหนึ่งทางแถบยุโรปที่มีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เพราะเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีประวัติอย่างยาวนานมาตั้งแต่ในตอนศตวรรษที่ 9 ซึ่งประเทศฮังการีนี้มีความ งดงามในทางลักษณะภูมิประเทศเป็นอย่างมาก จนนักท่องเที่ยวจากหลายมุมโลกก็อยากจะเดินทางมาสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้มาเที่ยวชมเมืองหลวงอันงดงามที่มีชื่อว่า “บูดาเปสต์” (Budapest) เป็นนครหลวงของประเทศฮังการีที่รวมเอาสองเมืองเข้าด้วยกัน คือเมือง "บูดา" กับเมือง "เปสต์" รวมกันเมื่อปี 1873 บูดาเปสต์นั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่มีความงดงามติดอันดับโลก จนได้รับสมญานามว่า “บูดาเปสต์ ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ” ด้วยเพราะทัศนียภาพบนสองฝั่งแม่น้ำดานูบ (Danube) หรือที่คนฮังกาเรียนเรียกขานว่า ดูนา (Duna) เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านกลางเมือง ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำดานูบ มีภูมิประเทศเป็นเนินเขาสลับซับซ้อนเรียกว่าฝั่งบูดา (Buda) เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมโบราณและศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ ส่วนฝั่งเปสต์ (Pest) มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นราบ เป็นย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญของเมือง

ที่ตั้งลองติจูด : ละติจูด - (หาไม่เจอว่ะ)
 
Aug 9, 2009 12:34 AM
nahm says:
 
เฮ้ .


ที่รักกก
 
 
Jun 28, 2009 2:58 AM
 
เป็นไงมุกกะมิกเม้น
ให้เรามั้งดิ
 
Jun 18, 2009 5:39 AM
 
อย่ามาอ้วนนนนน น.นะ จ๊ะเธอ
..รักมุกมิก โย่วว ว..^^
 
Jun 18, 2009 2:38 AM
 
พอป่าวมุกมิก ๆ

ไม่พอมาบอกเน้อ ๆ
จุ๊บ ๆ

Title
body
 

Purchase additional coins

You need an additional: hi5 Coins hi5 Coins

Get Coins No Thanks